mission impossible 6

mission impossible 6

ตั้งแต่ฉากแรก หนังเสนอบททดลองด้านศีลธรรม ว่าควรจะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ชีวิตบริสุทธิ์ชีวิตหนึ่งเวลานี้ แลกเปลี่ยนกับการดูแลรักษาอีกหลายพันกว่าชีวิตในภายหลังหรือเปล่า รวมทั้งหนังจะวนเวียนอยู่กับปัญหา dilemma นี้ไปตลอดทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะในต้นแบบส่วนตัวมากมาย ไปจนกระทั่งความเป็นความตายของทั่วโลก โดยเสริมขนานไปกับแนวทางของคนร้ายแล้วก็เรื่องราวที่มีมายาวนานของตัว อีธาน ฮันท์ เอง (มีคนถามว่าฮันท์จะยังซื่อสัตย์ภักดีได้เช่นไรต่อหน่วยงานที่ให้เขายอมเอื้อเฟื้อจำนวนมากแล้วก็ปัดเขาออกห่างหลายคราว)

ความเป็นมาอันนั้นเองที่คงจะทำให้ภาคนี้มีเรื่องราวเยี่ยมที่สุดของซีรี่ส์ แล้วก็ยังเป็นภารกิจที่มีความลึกล้ำทางอารมณ์ที่สุดด้วย จนถึงฉากแอ็คชั่นดุเดือด (ที่มักซ่อนเร้น dilemma นั้นในลักษณะต่างๆมากมายบ้างน้อยบ้าง) ต่างมีน้ำหนักดราม่ารวมทั้งความชักชวนลุ้นมากขึ้นไปอีก จะมองเห็นได้จากการที่องค์สามของหนังมีการเปิดเผยเงื่อนบางสิ่ง ที่ผู้แสดงต่างกระทำตามหลักเรื่องจริง ที่เอาจริงเอาจังก็เรียบง่ายและไม่น่าประหลาดใจเยอะแค่ไหน แต่ว่ามันมีความมองโลกเป็นผู้ใหญ่สูงมากมายๆสำหรับแนวหนังแอ็คชั่นบล็อคบัสเตอร์ กระทั่งมันชนจิตใจตลอดทั้งองค์สามให้เกือบจะน้ำตาตกในตอนสุดท้ายเลย



แต่ว่าหากที่ว่ามาทำให้ฟังมองเป็นหนังดราม่าหนักๆก็ขอเสริมว่าเงื่อนนั้นซ่อนเร้นอยู่ในไคลแม็กซ์หนัง ที่เล่าแอ็คชั่นสามเส้นเรื่องพร้อมเพียงกันได้ดุเดือดรัวเร็วเกือบจะไม่ทันหายใจ และก็หนึ่งในเส้นเรื่องแอ็คชั่นนั้นก็มีการใช้ IMAX ได้ละลานตาเกือบจะเท่ากันฉากไต่อาคารสูงในภาค 4 เลย โดยรวมแล้วผมบางทีอาจยังถูกใจแอ็คชั่นภาค 4 กว่าหน่อย แต่ว่าการวางแบบของภาคนี้ที่ให้สตั้นเหมือนจริง ดูกระแทกแรงจริง มาพบกับการปลดปล่อยแอ็คชั่นรัวๆใส่อีธาน ฮันท์แทบจะมิได้หยุดหย่อนยาน ก็ทดแทนพอเพียงสู้การควบคุมภาค 4 ได้อยู่ จริงๆเอาเพียงแค่ฉากแอ็คชั่นใหญ่สองฉากแรก เป็นฉากกระโดดร่ม HALO วันเทคเชื้อเชิญหยุดหายใจ กับฉากสู้ต่อยเอาจริงเอาจังชักชวนสั่นสะเทือนตามในสุขา ก็เกือบจะเป็นฉากชูโรงหรือฉากไคลแม็กซ์ในหนังแอ็คชั่นเรื่องอื่นได้เลย แม้กระนั้นสำหรับประเด็นนี้เสมือนหนังเพิ่งจะวอร์มอัพเสร็จแค่นั้น



แล้วก็การทำตนเป็นราวกับหนังภาคขมวดซีรี่ส์เอง ก็ทำให้หนังมีมุมอ้างถึงความเป็นมาตนเองเบาๆกระทั่งเข้าขั้นสัพยอกในครั้งคราว มิได้เครียดไปหมดถึงพนันจะสูงขึ้นมากยิ่งกว่าทุกภาค ตั้งแต่ มีตัวละครดูถูกดูแคลนการใช้หน้ากากปลอมตัวของหน่วย IMF (“มีคนใดกันแน่เชื่อมุกนี้กันด้วยหรอ?”), สีหน้าท่าทางเชื่อว่าจากทั้งยังฝั่งดารานำชายกับโจร ตอนมองเห็นเหตุการณ์มันทับกัน impossible มากยิ่งขึ้นตลอดระยะเวลา และก็ตอนมีความคิดเห็นว่า อีธาน ฮันท์ แทบจะไม่เคยไม่ยอมรับจะผ่านความ impossible นั้นทุกคราว, ไปจนกระทั่งการที่หนังมองตั้งใจยังไม่ให้มีฉากท่าวิ่งสุดแรงประจำตัวของฮันท์ (ที่ข้อเท็จจริงและจากนั้นก็เป็นท่าวิ่งประจำตัวของ ทอม อาจารย์ซ น่ะนะ) อยู่นาน แล้วมาปลดปล่อยสุดกำลังในวันหลัง โดยปลดปล่อยยาวๆอย่างปั่นความยอดเยี่ยมเยอะขึ้นจนถึงหนังคงจะจะต้องมีวิชาความรู้ตนเอง (self-aware) เกี่ยวกับตัวมันนอกเรื่องราวหนังแน่ๆ

ซึ่งก็เวิร์คสองเลเวล เนื่องจากมองดูในตัวเรื่อง จุดนั้นเองก็เป็นตอนๆที่เรื่องกำลังตื่นเต้นมากมาย แต่ว่าหากมองดูนอกตัวหนัง ในฐานะที่ภาคนี้ดูเหมือนขมวดตัวตนความเป็นฮันท์อีกทั้งซีรี่ส์เข้าไป มันก็มีความยั่วเหย้า แบบยังเห็นอกเห็นใจสำหรับในการจะต้องพบเจอภารกิจที่เหมือนกับแบกโลกอีกทั้งใบ ที่ความ impossible ถั่งโถมรุมเข้ามาทุกทิศทุกทาง ยิ่งจุดหมายปลายทางฉากวิ่งกลับกลับเป็นอารมณ์ล่มจม แล้วถ่ายไกลให้มองเห็นฮันท์เป็นร่างเล็กท่ามกลางพื้นข้างหลังกว้าง ก็ยิ่งขับย้ำว่าในความเป็นไปมิได้ทั้งผองที่เขาได้เคยทำมา (แล้วก็ทำมากไม่น้อยเลยทีเดียวในภาคนี้จนกระทั่งเชิญรู้สึกร่างแตกสลายแทน) อีธาน ฮันท์ก็ยังเป็นเพียงแค่มนุษย์มีเลือดเนื้อคนหนึ่งเพียงแค่นั้น

Author Image
Connor Bennett